ชีววิทยา ม.4 สิ่งมีชีวิตมีลักษณะจำเพาะ

สิ่งมีชีวิตมีลักษณะจำเพาะ สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดก็จะมีลักษณะเฉพาะเป็นเอกลักษณ์ตามชนิดของตนซึ่งแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น ลักษณะจำเพาะแบ่งได้ 2 แบบ สังเกตจากลักษณะภายนอกเช่น รูปร่าง   ขนาด   ความสูง   สีผิว  ลักษณะเส้นขน  จำนวนขา  ลักษณะพื้นผิวที่เรียบ หรือขรุขระ  เป็นต้น ลักษณะบางอย่างต้องตรวจสอบด้วยการทดลอง   เช่น  การชิมรส   การดมกลิ่น  เป็นต้น สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีลักษณะเฉพาะเป็นเอกลักษณ์ตามชนิดของตนแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น

ชีววิทยา ม.4 สิ่งมีชีวิตมีการรักษาดุลยภาพของร่างกาย

การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต การรักษาดุลยภาพน้ำและแร่ธาตุของสิ่งมีชีวิต      โครงสร้างของสิ่งมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากมายมหาศาลมาอยู่ร่วมกันเป็นระบบเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ก็ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่มีความเหมาะสมต่อเซลล์ด้วย ดังนั้นในโครงสร้างร่างกายของสิ่งมีชีวิตจึงจำเป็นต้องมีระบบการรักษา ดุลยภาพของสารต่าง ๆ เพื่อช่วยควบคุมปริมาณสารต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสมต่อการทำงานของเซลล์อยู่เสมอ โดยระบบการรักษาดุลยภาพของน้ำและแร่ธาตุของพืช สัตว์ต่าง ๆ รวมถึงมนุษย์จะมีความแตกต่างกันดังนี้ 1.การรักษาดุลยภาพน้ำและแร่ธาตุในพืช           พืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยแร่ธาตุและน้ำจากสิ่งแวดล้อม เป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์อาหารด้วยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเพียง 1-2% เท่านั้น ส่วนน้ำที่เหลือประมาณ 98-99% จะถูกขับออกจากต้นพืชด้วยการคายน้ำทางใบ เพื่อให้เกิดแรงดึงจากการคายน้ำทำให้สามารถลำเลียงน้ำจากรากพืชไปสู่ส่วนยอด ได้ และยังใช้สำหรับรักษาความสมดุลของระบบต่าง ๆ ในต้นพืช น้ำส่วนใหญ่ในต้นพืชจะถูกกำจัดออกทางปากใบในรูปของไอน้ำที่ ระเหยออกจากปากใบ (stomata) นอกจากนี้บางส่วนอาจสูญเสียออกไปทางผิวใบ ส่วนของลำต้นที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อน ๆ และตามรอยแตกหรือรูเล็ก ๆ ตามลำต้น ในช่วงที่ต้นพืชขาดน้ำ ต้นพืชจะปิดปากใบเพื่อลดการคายน้ำ แต่ยังคงมีการระเหยออกทางผิวใบและรอยแตกตามลำต้น จึงช่วยทำให้ใบและลำต้นพืชไม่ร้อนจัดเกินไป การควบคุมการคายน้ำที่ปากใบเกิดขึ้นได้เนื่องจากที่บริเวณรอบปากใบจะมีเซลล์ คุม (guard cell) ซึ่งเป็นเซลล์ชั้นนอกสุดของผิวใบ (epidermis

ชีววิทยา ม.4 สิ่งมีชีวิตมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า

ทำไมสิ่งมีชีวิตต้องมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ? สิ่งมีชีวิตมีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม เพื่ออาหาร หลบหลีกภัยจากศัตรู และมีการปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม  เช่น อากาศที่หนาวจัดหรือร้อนจัดเกินไป  ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอด  สภาพของสิ่งแวดล้อมที่ทำให้สิ่งมีชีวิตแสดงพฤติกรรม เรียกว่า สิ่งเร้า (stimulus) สิ่งเร้ามีทั้งภายในและภายนอกร่างกาย  การแสดงออกของสิ่งมีชีวิตต่อสิ่งเร้า เรียกว่า การตอบสนอง (response) การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของสัตว์ สัตว์ต่างๆ จะมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ซึ่งมีการแสดงออกแตกต่างกัน สัตว์ใช้การสื่อสารเพื่อติดต่อกับสัตว์ตัวอื่นที่เป็นชนิดเดียวกัน และใช้เตือนคู่แข่งหรือศัตรูไม่ให้เข้ามาใกล้ 1.สื่อสารทางการสัมผัส (Tactile communication) เป็นการสื่อสารโดยใช้การสัมผัส การสัมผัสเป็นการสื่อสารที่ง่ายที่สุด พ่อแม่ส่วนมากติดต่อกับลูกโดยการสัมผัส และสัตว์ที่โตเต็มวัยก็มักใช้การ สัมผัสในการเกี้ยวพาราสี การติดต่อโดยการสัมผัสมีความสำคัญสำหรับสัตว์ที่อาศัยอยู่ใต้ดินและสัตว์สังคม เช่น ปลวก 2.การสื่อสารทางเคมี (Chemical communication) เป็นการสื่อสารที่ใช้สารเคมี สัตว์บางจำพวกสามารถติดต่อกับสัตว์ตัวอื่นที่อยู่ห่างไกลมากๆ ได้โดยการปล่อยสารเคมีที่อยู่ในร่างกายสู่อากาศ หรือน้ำ เช่น ผีเสื้อกลางคืนตัวเมียสามารถปล่อยสารเคมี ที่เรียกว่า ฟีโรโมน เพื่อใช้ดึงดูดตัวผู้ให้มาหา และแมลงหลายชนิด ใช้ฟีโรโมนในการสื่อสารบอกอันตรายและทำเครื่องหมาย เช่น มด เป็นต้น นอกจากนี้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ยังสามารถรับรู้ หรือสื่อสารได้โดยกลิ่น

ชีววิทยา ม.4 การเจริญเติบโตมีอายุและขนาดจำกัด

การเจริญเติบโตมีอายุและขนาดจำกัด  อายุขัย (life span) ระยะเวลาเมื่อเจริญเติบโต จนถึงกระทั่งตายไป สัตว์แต่ละชนิดจะมีอายุขัยแตกต่างกันไป การเปลี่ยนสภาพของเซลล์และการชราภาพของเซลล์ เซลล์เมื่อแบ่งตัวแล้วก็จะเปลี่ยนสภาพไป เพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่าง การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส ทำให้ได้จำนวนเซลล์เพิ่มมากขึ้น และเป็นผลให้เกิดการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น ซึ่งตามปกติแล้วจะเกิดกระบวนการต่าง ๆ 4 กระบวนการ คือ 1.การเพิ่มจำนวนเซลล์ (cell multiplication) สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว – เมื่อมีการสืบพันธุ์แบ่งเซลล์ทำให้มีจำนวนเซลล์เพิ่มมากขึ้น สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ – เมื่อปฏิสนธิแล้วเซลล์ที่ได้ “ไซโกต” จะมีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ 2.การเจริญเติบโต (growth) ในสิ่งมีชีวิตที่เป็นเซลล์เดียว การเพิ่มของโพรโทพลาซึมก็จัดว่า เป็นการเจริญเติบโต เมื่อเซลล์ของสิ่งมีชีวิตแบ่งเซลล์ในตอนแรกเซลล์ใหม่ที่ได้จะมีขนาดเล็กกว่าเซลล์เดิม ในเวลาต่อมาเซลล์ใหม่ที่ได้จะสร้างสารต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นทำให้ขนาดของเซลล์ใหม่นั้นขยายขนาดขึ้น ซึ่งจัดเป็นการเจริญเติบโตด้วย ในสิ่งมีชีวิตพวกที่เป็นหลายเซลล์ ผลจากการเพิ่มจำนวนเซลล์ก็คือ การขยายขนาดให้ใหญ่โตขึ้น ซึ่งจัดเป็นการเจริญเติบโตด้วยเช่นกัน   3.การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เพื่อไปทำหน้าที่ต่างๆ (cell differentiation) สิ่งมีชีวิตที่เป็นเซลล์เดียวก็มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ เพื่อไปทำหน้าที่ต่าง ๆ เหมือนกัน เช่น มีการสร้างเซลล์ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ดี เช่น

ชีววิทยา ม.4 สิ่งมีชีวิตต้องการสารอาหารและพลังงาน

สิ่งมีชีวิตต้องการสารอาหารและพลังงาน               สิ่งมีชีวิตจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ถ้าไม่มีอาหารและพลังงาน  ในอาหารมีสารอาหารช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต สารอาหารบางชนิดสามารถให้พลังงานเพื่อใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น โปรตีน  ไขมัน   รวมทั้งปฏิกิริยาภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่ เรียกว่า  เมแทบอลิซึม ( metabolism  ) เมแทบอลิซึม ( metabolism  ) คืออะไร ? เมแทบอลิซึม ( metabolism  )   คือ กระบวนการทางเคมีที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ หรือภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิต  กระบวนการนี้แบ่งได้เป็น  2  กระบวนการย่อย คือ 1.แอแนบอลิซึม  ( anabolism )  หรือกระบวนการสร้าง เป็นกลุ่มวิถีเมแทบอลิซึมซึ่งสร้างโมเลกุลขึ้นจากหน่วยขนาดเล็ก ปฏิกิริยาเหล่านี้ต้องอาศัยพลังานขบวนการเหล่านี้ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ตลอดจนการเพิ่มขนาดลำตัว ซ่ึ้งเป็นขบวนการที่เกี่ยวขอ้งกบัการสังเคราะห์โมเลกุลที่ซับซ้อน 2.แคแทบอลิซึม  ( catabolism )  หรือกระบวนการสลาย เป็นกลุ่มวิถีเมแทบอลิซึมซึ่งสลายโมเลกุลเป็นหน่วย ขนาดเล็กและปลดปล่อยพลังงาน ในแคแทบอลิซึม โมเลกุลขนาดใหญ่ เช่น พอลิแซ็กคาไรด์ลิพิด กรดนิวคลีอิกและโปรตีนถูกสลายเป็นหน่วยขนาดเล็กกว่า เช่น มอโนแซ็กคาไรด์กรดไขมัน นิวคลีโอไทด์และกรดอะมิโน ตามลำดับ   ตัวอย่างเช่น  สัตว์ได้สารอาหารโดยการกินอาหาร

ชีววิทยา ม.4 สิ่งมีชีวิตมีการสืบพันธุ์

การสืบพันธุ์ (Reproduction) หมายถึง  การเพิ่มจำนวนลูกหลานที่มีลักษณะเหมือนเดิมของสิ่งมีชีวิต โดยที่สิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นนี้จะทดแทนสิ่งมีชีวิตรุ่นเก่าที่ตายไป ทำให้สิ่งมีชีวิตนั้นไม่สูญพันธุ์ไป การสืบพันธุ์แบ่งเป็น 2 ประเภท  1.การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (Sexual reproduction) คือการสืบพันธุ์ที่ต้องมีการรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ (สเปิร์ม) และเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย (ไข่)  เกิดเป็นไซโกตและเจริญมาเป็นเอมบริโอในเวลาต่อมา 2.การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ( Asexual reproduction) คือการเพิ่มจำนวนของสิ่งมีชีวิตโดยไม่มีการผสมระหว่างเซลล์สืบพันธุ์ ซึ่งการสืบพันธุ์แบบนี้จะไม่มีการกลายพันธุ์หรือสร้างความหลากหลายทางพันธุกรรมขึ้น ส่วนใหญ่พบในสัตว์ชั้นต่ำและเป็นการสืบพันธุ์อย่างไม่สลับซับซ้อน ข้อดีของการสืบพันธุ์แบบนี้ได้แก่ ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถเพิ่มจำนวนได้โดยไม่ต้องหาคู่ ในกรณีของสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่ไม่ได้ เพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอเวลาและพลังงานในการสร้างเซลล์สืบพันธุ์และการปฏิสนธิ เหมาะกับสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมนั้น ๆ ประเภทของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของสัตว์ การแตกหน่อ (Budding) สิ่งมีชีวิตตัวใหม่งอกออกมาจากตัวเดิม แล้วหลุดออกมาเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่ เช่น ไฮดรา ยีสต์ และยังพบในพืชอีกด้วยเช่น หน่อไม้ ไผ่ การแบ่งตัวออกเป็นสอง (fission) สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งแบ่งเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่แบบเท่าๆกัน โดยเริ่มจากการแบ่งนิวเคลียส และตามด้วยไซโทพลาสซึม สิ่งมีชีวิตที่ใช้กระบวนการนี้ได้แก่ อะมีบา พารามีเซียม ยูกลีนา และแบคทีเรีย การขาดออกเป็นท่อน (Fragmentation) ส่วนที่หลุดไปจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งพัฒนาไปเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่ได้ โดยเซลล์ในส่วนที่หลุดไปนั้นเกิดรีเจนเนอเรชั่น

ชีววิทยา ม.4 ความหมายของสิ่งมีชีวิต

สิ่งมีชีวิต (Organism) หมายถึง สิ่งที่มีตัวตน สามารถเคลื่อนที่ได้ ต้องการอาหาร ต้องการที่อยู่ และสามารถที่จะสืบพันธุ์ได้ ต้องใช้พลังงานในการดำรงชีวิต สิ่งมีชีวิตมีลักษณะที่สำคัญดังนี้ ต้องมีการเจริญเติบโต เคลื่อนไหวได้ด้วยพลังงานที่เกิดขึ้นในร่างกาย สืบพันธุ์ได้ สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ประกอบไปด้วยเซลล์ มีการหายใจ มีการขับถ่ายของเสีย ต้องกินอาหาร หรือแร่ธาตุต่างๆ