Month: July 2018

อาหารบำรุงสมอง และป้องกันอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อม

อาหารบำรุงสมองและป้องกันอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อม 1.น้ำสลัด Martha Clare Morris ผู้อำนวยการฝ่ายโภชนาการและระบาดวิทยา แห่งมหาวิทยาลัย Rush ในชิคาโก ระบุว่าการบริโภคอาหารที่อุดมด้วยวิตามินอีสูง (แต่ไม่นับผลิตภัณฑ์อาหารเสริมวิตามินอี) เช่น น้ำสลัดที่มีส่วนประกอบพื้นฐานของน้ำมันผักอย่างน้ำมันมะกอก เมล็ดพืช ถั่ว และธัญพืช จะประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยปกป้องเซลล์ประสาทได้ 2.ปลา ไม่ว่าจะเป็นปลาแซลมอน, ปลาแมคคาเรล, ทูน่า และปลาชนิดอื่นๆ ที่ให้กรดไขมันโอเมก้า 3  และมีกรดไขมัน DHA (Docosahexaenoic Acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ต่างก็มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองโดยเฉพาะส่วนของความจำและการเรียนรู้ ซึ่งกรดไขมัน DHA พบว่าเป็นไขมันที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์สมองถึง 65% และร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากการบริโภคปลา   3.ผักใบเขียว แหล่งรวมวิตามินอีและโฟเลท ทั้งผักแคล (Kale), คะน้า, ผักโขม และบล็อกโคลี่ ถือเป็นแหล่งอาหารที่มีวิตามินอีและโฟเลทสูง โดยผักโขมดิบ 1 ถ้วย ให้วิตามินอี 15% และผักโขมต้มสุก  ½  ถ้วย ให้วิตามินอีสูงถึง

10 ประโยชน์ของ “ฟักทอง”

10 ประโยชน์ของ “ฟักทอง” ฟักทอง เป็นหนึ่งในผักที่มีสีเหลืองออกส้ม ที่ช่วยบำรุง และรักษาสายตา มีสารต้านอนุมูลอิสระ ทีช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง บำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง ชุ่มชื่น ชะลอรอยเหี่ยวย่น เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน ไขมันน้อย น้ำตาลน้อย กากใยอาหารสูง พลังงานต่ำ จึงเป็นอาหารที่เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก ป้องกันโรคหลอดเลือด และหัวใจ ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานอย่างเป็นปกติ จากกากใยอาหารที่มีอยู่สูง ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย ป้องกันการเกิดโรคนิ่ว

เคล็ด(ไม่)ลับในการลดน้ำหนัก

เคล็ด(ไม่)ลับในการลดน้ำหนัก การควบคุมอาหาร การคุมอาหารไม่ใช่การอดอาหาร  เราไม่จำเป็นต้องงดมื้อใดมื้อหนึ่ง คนส่วนใหญ่ชอบงดมื้อเย็น นั่นเป็นวิธีที่ผิดอย่างยิ่ง หลักการควบคุมอาหารที่ถูกต้องคือ ควบคุมปริมาณและสารอาหารให้เหมาะกับความต้องการของร่างกาย ร่างกายคนเราแตกต่างกัน  ปัจจัยเรื่องรูปร่างและลักษณะภายนอกเช่นการทำงาน ก็มีผลในการเลือกรับประทาน คนที่ใช้แรงงานเยอะแบบกรรมกร ก็ต้องใช้พลังงานจากสารอาหารมากกว่าคนนั่งทำงานใน สำนักงาน  ดังนั้นเราควรคำนวนจากค่า BMR และ TDEE หรือใช้การคำนวนสารอาหารทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ตามน้ำหนักตัว เรียกง่ายๆว่าใช้เท่าไหร่ ทานเท่านั้น เท่านั้น เพื่อไม่ให้พลังงานส่วนเกินเหลือเก็บสะสมเป็นไขมัน และควรเลือกทานอาหารที่มีสารอาหาร ที่มีประโยชน์ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องอดอาหาร หลักในการเลือกทานวันนี้มี 5 อย่างคือ 1.หลีกเลี่ยงอาหารขาวๆ อาหารขาวๆในที่นี้โดยมากจะเป็นอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล หรืออาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก ซึ่งอาหารกลุ่มนี้เป็นแหล่งพลังงานต้นในการดำรงค์ชีวิตและการทำกิจกรรมต่างๆ จะให้พลังงานสูง และทำให้เกิดกระบวนการสะสมไขมันได้ถ้าหากทานมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องใช้ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ทานเลย เนื่องจากคนที่งดอาหารประเภทแป้งไปเลย หากออกกำลังกายหรือใช้แรงเยอะๆก็อาจทำให้เกิดการสูญเสียกล้ามเนื้อได้เช่นกัน เมื่อกล้ามเนื้อน้อย ก็เผาผลาญน้อย เกิดโยโย่เอฟเฟคได้ง่าย เราควรเลือกทานคาร์โบไฮเดรตกลุ่มเชิงซ้อนเป็นหลัก อย่างข้าวซ้อมมือ มันเทศ ธัญพืช และถั่วต่างๆ และหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ที่ประกอบด้วย แป้งสีขาวๆ อย่าง ข้าวขาว ขนมปังขาว

การนอนดีอย่างไร ? ใครรู้บ้าง

วงจรการนอนหลับ วงจรการนอนหลับปกติของมนุษย์เราแบ่งได้เป็น 2 ช่วงคือ ช่วงหลับธรรมดา ( NON-RAPID EYE MOVEMENT SLEEP หรือ NON-REM SLEEP ) : เป็นช่วงการหลับที่จะลึกลงไปเรื่อยๆ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่หลับตื้นไปจนถึงหลับลึก ระยะที่ 1 (เริ่มมีความง่วง) : เป็นช่วงเริ่มหลับที่เปลี่ยน จากการตื่นไปสู่การนอน ในคนปรกติทั่วไปมักใช้เวลาตั้งแต่ 30 วินาที  -7 นาทีเป็นสภาพที่แม้จะได้รับการกระตุ้นเพียงเล็กน้อยก็จะตื่น ระยะที่ 2 (หลับตื้น) : การหลับในช่วงต้น เป็นสภาพที่ไม่ได้ยินเสียงรบกวนจากภายนอก เป็นระยะแรกที่มีการหลับอย่างแท้จริง แต่ยังไม่มีการฝัน ระยะที่ 3 (หลับปานกลาง) : ทั้งคลื่นสมองและชีพจรจะเต้นช้าลง ความมีสติรู้ตัวจะหายไป การเคลื่อนไหวของตาจะหยุดลง แม้ได้รับสิ่งเร้าจากภายนอกก็จะไม่ตื่นโดยง่าย ปรกติขั้นนี้จะกินเวลาประมาณ 20 – 30 นาที ระยะที่ 4 (หลับลึก)

10 ผลไม้ แคลอรีต่ำ ตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนัก

สาวๆหลายคนคงมีปัญหาเกี่ยวกับรูปร่างและกังวลเรื่องน้ำหนัก และการลดน้ำหนักของใครหลายคนก็คือ ออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร งดแป้ง ไขมัน น้ำตาล ของหวานต่างๆ  กินผักผลไม้  วันนี้เราจะมาแนะนำผลไม้ที่กินเท่าไรก็ไม่อ้วน กินเยอะแต่พลังงานต่ำ แถมสารพัดประโยชน์ไม่ว่าจะช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณและระบบขับถ่าย  มาดูกันค่ะ ผลไม้ที่ว่ามีอะไรบ้าง? 1.แก้วมังกร 100 กรัม ให้พลังงาน 60 แคลอรี แก้วมังกร  เป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง  ช่วยลดน้ำหนักและช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี  นอกจากนี้ยังช่วยในการขับถ่ายให้มีประสิทธิภาพ ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้อีกด้วย   2.แตงโม    100 กรัม ให้พลังงาน 25 แคลอรี แตงโม จึงเป็นผลไม้ที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน และควบคุมน้ำหนักอย่างมาก ทั้งยังสามารถป้องกันและลดการสะสมของไขมันที่จับอยู่ภายในหลอดเลือดได้ ในแตงโมยังมี ไลโคปีน (Lycopene) ที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมไปถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ นอกจากนี้แตงโมยังช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง ช่วยบำรุงสายตา และสามารถใช้ล้างพิษจากอาหารที่ทานเข้าไปก่อนหน้าได้ด้วย ทั้งยังช่วยลดอาการเป็นไข้ คอแห้ง และรักษาแผลในปาก 3.ส้ม 100 กรัม  ให้พลังงาน 42 แคลอรี ส้มเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูงช่วยในการขับถ่าย

ชีววิทยา ม.4 การเปลี่ยนสภาพของเซลล์และการชราภาพของเซลล์

การเปลี่ยนสภาพของเซลล์และการชราภาพของเซลล์ เมื่อมีการผสมพันธุ์ (Fertilization)  คือ การรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมียได้เป็นไซโกต (Zygote)  ซึ่งมีจํานวนโครโมโซม Diploid (2n) แล้วไซโตจะเข้าสู่กระบวนการเจริญเติบโต คือ การเพิ่มจํานวนเซลล์ การเติบโต การเปลี่ยนแปลงเซลล์ไปทําหน้าที่เฉพาะ และการพัฒนารูปร่าง ซึ่งประกอบด้วยระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ได้แก่ ระบบห่อหุ้มร่างกาย (Body   Covering  System)   ระบบโครงกระดูก (Skeletal System)   ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular   System)   ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine   Glands System)  ระบบขับถ่าย (Excretory  System)  ระบบหายใจ (Respiratory  System)  ระบบประสาท (Nervous  System)  ระบบหมุนเวียนโลหิต (Circulatory System)  ระบบย่อยอาหาร (Digestive System) และระบบสืบพันธุ์ (Reproductive System) วัฏจักรของชีวิต (Life  Cycle) เริ่มตั้งแต่ การเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงในทางเสื่อม และสิ้นสุดด้วยการตาย ดังนั้น ช่วงของการมีชีวิต หรืออายุขัยของสิ่งมีชีวิตจึงมีขีดจํากัด ทั้งนี้ เนื่องมาจากการชราของเซลล์ จึงทําให้ร่างกายเสื่อมสภาพในการทํางานและตายในที่สุด การชราภาพของเซลล์เกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ 1. เซลล์มีการสะสมของเสีย เมื่อเซลล์มีอายุมากขึ้น จะมีการสะสมของเสียเพิ่มขึ้น ทําให้มีผลกระทบต่อความอยู่รอดของเซลล์ 2. ยีนที่มีบทบาทกําหนดการตายตามอายุขัย พบว่า ในเซลล์อายุมาก เมื่อมีการแบ่งเซลล์ทุกครั้ง ส่วนปลายของโครโมโซมจะสั้นลง

ชีววิทยา ม.4 การแบ่งเซลล์

การแบ่งเซลล์ (Cell Division) การแบ่งเซลล์ในสัตว์ประกอบด้วยขั้นตอนพื้นฐาน 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การแบ่งนิวเคลียสของเซลล์ (Karyokinesis) ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ – การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (Mitosis) เป็นการแบ่งซึ่งทำให้นิวเคลียสที่ได้ทั้งหมดมีคุณภาพและปริมาณเหมือนกัน โครโมโซมหรือหน่วยพันธุกรรมภายในก็เท่าเดิมและเหมือนกันทุกประการ ส่วนเซลล์ที่ได้ในตอนท้ายของการแบ่งคือ 2 เซลล์ ซึ่งการแบ่งแบบนี้เป็นการแบ่งแบบพื้นฐานที่สุดในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด การเติบโตของร่างกายเราก็เป็นการแบ่งในรูปแบบนี้ – การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส (Meiosis) เป็นการแบ่งเซลล์ที่มีความซับซ้อนและมีขั้นตอนมากกว่าการแบ่งแบบไมโทซิส สิ่งที่ได้คือนิวเคลียสที่มีหน่วยพันธุกรรมลดลงครึ่งหนึ่ง แต่เซลล์ที่ได้ในตอนท้ายของการแบ่งคือ 4 เซลล์ โดยการแบ่งแบบนี้ใช้ในการแบ่งเพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์อย่างไข่ในเพศหญิง และอสุจิในเพศชาย 2) การแบ่งไซโทพลาซึม (Cytokinesis) โดยการแบ่งเซลล์เกิดขึ้นตลอดเวลา และแม้ว่าเราจะมีกล้องจุลทรรศน์คุณภาพสูงซึ่งสามารถมองเห็นเซลล์และนิวเคลียสของมันได้ชัดเจน แต่เราก็ไม่อาจเห็นการทำงานหรือวัฏจักรของเซลล์ได้แน่ชัด   วัฏจักรของเซลล์ (Cell Cycle) คือ ช่วงเวลาที่เซลล์มีการเตรียมความพร้อมก่อนการแบ่งเซลล์ไปจนถึงการแบ่งเซลล์เสร็จสิ้น ประกอบด้วยระยะอินเทอร์เฟส (Interphase) และระยะที่มีการแบ่งแบบไมโทซิสหรือ M phrase ซึ่งเซลล์ที่ได้จะเจริญเติบโตต่อไปและสามารถแบ่งเซลล์ต่อไปเรื่อย ๆ ได้อีก เช่น เซลล์ร่างกาย ดังนั้น

ชีววิทยา ม.4 การสื่อสารระหว่างเซลล์

การสื่อสารระหว่างเซลล์ เซลล์มีการสื่อสารกันได้โดย การหลั่งโมเลกุลสัญญาณ (signaling molecule) ในรูปสารเคมีจากเซลล์ส่งสัญญาณ (signaling cell) ไปยังเซลล์เป้าหมาย (target cell) ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เป้าหมายเพื่อตอบสนอง ต่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมและช่วยให้สามารถดำรงชีวิตรอด การสื่อสารระดับเซลล์พบได้ทั้งในโพรคา รีโอต ยูคารีโอตเซลล์เดีย และยูคารีโอทหลายเซลล์   องค์ประกอบของการสื่อสารระดับเซลล์ 1. โมเลกุลสัญญาณ (signal molecule) 2. โมเลกุลตัวรับสัญญาณ (receptor molecule) 3. กระบวนการส่งต่อสัญญาณ (signal transduction pathway) ภายในเซลล์เป้าหมาย 4. การตอบสนองของเซลล์เป้าหมาย (response of target cell) ต่อสัญญาณที่ได้รับ

ชีววิทยา ม.4 การลำเลียงสารโดยไม่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์

การลำเลียงสารโดยไม่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ ในกรณีที่มีการลำเลียงสารโมเลกุลใหญ่เข้าหรือออกจากเซลล์ ซึ่งสารโมเลกุลใหญ่เหล่านี้ไม่สามารถผ่านเยื่อหุ้ม- เซลล์หรือโปรตีนในเยื่อหุ้มเซลล์ได้โดยตรง เซลล์สามารถลำเลียงสารเหล่านี้ได้ด้วยกลไกการลำเลียง โดยการสร้างเวสิเคิล จากเยื่อหุ้มเซลล์หรือออร์แกเนลล์ โดยเยื่อหุ้มเซลล์มีสมบัติสามารถรวมตัวกับเยื่อหุ้มออร์แกเนลล์ หรือแยกตัวออกเพื่อนสร้าง เวสิเคิล สมบัติดังกล่าวนี้เอง ทำให้เซลล์สามารถใช้เยื่อหุ้มเซลล์ล้อมรอบสารโมเลกุลใหญ่ได้ การลำเลียงแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ 1. เอกโซไซโทซิส (exocytosis)           เป็นการลำเลียงสารโมเลกุลขนาดใหญ่ออกจากเซลล์ สารที่จะถูกส่งออกไปนอกเซลล์บรรจุอยู่ในเวสิเคิล เมื่อเวสิเคิลรวมตัว กับเยื่อหุ้มเซลล์ สารที่อยู่ภายในเวสิเคิลก็จะถูกปล่อยออกไปนอกเซลล์ โดยวิธีนี้พบได้ในหลายโอกาส เช่น การหลั่งเอนไซม์จาก เยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร การกำจัดของเสียที่ย่อยไม่ได้ออกจากเซลล์ เอนโดไซโทซิส (endocytosis) เป็นการลำเลียงสารตรงกันข้ามกับเอกโซไซโทซิส กล่าวคือ เป็นการลำเลียงสารขนาดใหญ่เข้าสู่เซลล์ แบ่งออกเปน 3 วิธี คือ                   2.1 ฟาโกไซโทซิส (phagocytosis)  เป็นการลำเลียงสารเข้าสู่เซลล์ที่พบได้ในเซลล์จำพวกอะมีบาและเซลล์เม็ดเลือดขาว โดยเซลล์สามรถยื่นไซโทพลาซึมออกมา ล้อมอนุภาคของสารที่มีขนาดใหญ่ที่เป็นของแข็ง ก่อนที่จะนำเข้าสู่เซลล์ในรูปของเวสิเคิล เรียกอีกอย่างว่า การกินของเซลล์ (cell eating)             2.2 พิโนไซโทซิส (pincocytosis) เป็นการนำอนุภาคของสารที่อยู่ในรูปของสารละลายเข้าสู่เซลล์

ชีววิทยา ม.4 การลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์

การลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ การลำเลียงแบบไม่ใช้พลังงาน       การแพร่ (diffusion)  1.การแพร่แบบธรรมดา  เป็นการเคลื่อนที่ของโมเลกุลจากจุดที่มีความเข้มข้นสูงกว่า ไปยังจุดที่มีความเข้มข้นต่ำกว่า การเคลื่อนที่นี้เป็นไปในลักษณะทุกทิศทุกทาง โดยไม่มีทิศทางที่แน่นอน ตัวอย่างการแพร่ที่พบได้เสมอคือการแพร่ของ  เกลือในน้ำ การแพร่ของน้ำหอมในอากาศ   การแพร่เกิดจากพลังงานจลน์ (kinetic energy) ของโมเลกุลหรือไอออนของสารบริเวณที่มีความเข้มข้นมากโมเลกุลหรือไอออน ก็มีโอกาสชนกันมาก ทำให้โมเลกุลกระจายไปยังบริเวณอื่นๆ ที่มีความเข้มข้นของโมเลกุลหรือไอออนเท่ากัน จึงเรียกว่า ภาวะสมดุลของการแพร่ (diffusion equilibrium) ปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่ อุณหภูมิ ในขณะที่อุณหภูมิสูง โมเลกุลของสารมีพลังงานจลน์มากขึ้น ทำให้โมเลกุลเหล่านี้เคลื่อนที่ได้เร็วกว่า เมื่ออุณหภูมิต่ำ การแพร่จึงเกิดขึ้นได้เร็ว ความแตกต่างของความเข้มข้น ถ้าหากมีความเข้มข้นของสาร 2 บริเวณแตกต่างกันมากจะทำให้การแพร่เกิดขึ้นได้เร็วด้วย ขนาดของโมเลกุลสาร สารที่มีขนาดโมเลกุลเล็กจะเกิดการแพร่ได้เร็วกว่าสารโมเลกุลใหญ่ ความเข้มข้นและชนิดของสารตัวกลาง สารตัวกลางที่มีความเข้มข้นมากจะมีแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของตัวกลางมาก ทำให้โมเลกุลของสารเคลื่อนที่ไปได้ยาก แต่ถ้าหากสารตัวกลางมีความเข้มข้นน้อย โมเลกุลของสารก็จะเคลื่อนที่ได้ดีทำให้การ แพร่เกิดขึ้นเร็วด้วย   2.ออสโมซิส (osmosis) เป็นการแพร่ของของเหลวผ่านเยื่อบางๆ ซึ่งตามปกติจะหมายถึงการแพร่ของน้ำผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ เนื่องจากเยื่อหุ้มเซลล์มีคุณสมบัติในการยอมให้สารบางชนิดเท่านั้นผ่านได้ การแพร่ของน้ำจะแพร่จากบริเวณที่เจือจางกว่า (มีน้ำมาก) ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นกว่า (มีน้ำน้อย) ตามปกติการแพร่ของน้ำนี้จะเกิดขึ้นทั้งสองทิศคือทั้ง บริเวณเจือจาง