Category: ชีววิทยา ม.4

การสลายโมเลกุลของสารอาหารแบบไม่ใช้ออกซิเจน

ในภาวะที่ไม่มีแก๊สออกซิเจนหรือมีแก๊สออกซิเจนไม่เพียงพอจะทำให้ NADH และ FADH2 ไม่สามารถถ่ายทอดอิเล็กตรอนให้กับตัวรับอิเล็กตรอนต่างๆที่ฝังตัวอยู่ที่เยื่อหุ้มชั้นในของไมโทคอนเดรียได้ เนื่องจากขาดออกซิเจนซึ่งเป็นตัวรับอิเล็กตรอนในขั้นตอนสุดท้ายจึงไม่สามารถสร้าง ATP ได้ และมีการสะสม NADH และ FADH2 มากขึ้นทำให้ขาดแคลน NAD+ และ FAD มีผลให้ปฏิกิริยาในไกลโคลิซิสวัฏจักรเครบส์ และการถ่ายทอดอิเล็กตรอนดำเนินต่อไปไม่ได้ และยังทำให้เซลล์ขาด ATP เซลล์จึงมีกระบวนการผันกลับให้NADH กลายเป็น NAD+ เพื่อให้กระบวนการไกลโคลิซิสไม่หยุดชะงัก และสามารถสร้าง ATP ต่อไปได้ กระบวนการนี้เรียกว่า กระบวนการหมัก (fermentation)          แอลกอฮอล์และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นได้อย่างไร ในสภาวะที่ไม่มีแก๊สออกซิเจนจะเกิดกระบวนการไกลโคลิซิสในเซลล์ของยีวต์หากมีกลูโคสเป็นสารตั้งต้นจะทำให้ได้กรดไพรูวิก 2 โมเลกุลได้ ATP 2 โมเลกุลและ NADH อีก 2 โมเลกุล จากนั้นกรดไพรูวิกจะปล่อยคาร์บอนออกมาในรูป CO2 และเปลี่ยนเป็นแอซิตัลดีไฮด์แล้วมาเป็นตัวรับอิเล็กตรอนจาก NADH กลายเป็นเอทิลแอลกอฮอล์และมีการผันกลับของ NADH เป็น  NAD+ ซึ่งสามารถกลับไปรับอิเล็กตรอนในกระบวนการไกลโคลิซิสได้ใหม่ กระบวนการดังกล่าวนี้เรียกว่า กระบวนการหมัก

ชีววิทยา ม.4 การสลายโมเลกุลของสารอาหารแบบไม่ใช้ออกซิเจน

การสลายสารอาหารแบบไม่ใช้ออกซิเจน การสลายสารอาหารแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic  respiration) ประกอบด้วย  2  ขั้นตอน  คือ 1.   ไกลโคลิซีส(Gycolysis) 2.   การหมัก (Fermentation)               การหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนของสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกันจะให้ผลลัพธ์  จากปฏิกิริยาบางขั้นตอนไม่เหมือนกัน  เช่น 1.การหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนในเซลล์ยีสต์  ในสภาวะที่ไม่มีแก๊สออกซิเจนหรือแก๊สออกซิเจนไม่เพียงพอจะทำให้NADH และ FADH2 ถ่ายทอดอิเล็กตรอนให้กับตัวรับอิเล็กตรอนต่าง ๆ ที่ฝังตัวอยู่ในเยื่อหุ้มชั้นในของไมโทคอนเดรียได้  เนื่องจากขาดแก๊สออกซิเจนซึ่งเป็นตัวรับอิเล็กตรอนในขั้นตอนสุดท้าย  จึงไม่สามารถสร้าง  ATP ได้ และมีการสะสม  NADH และ FADH2 มากขึ้นจึงทำให้ขาดแคลน NAD+ และ FAD มีผลให้ปฏิกิริยาไกลโคลิซีส  วัฏจักรเครบส์  และการถ่ายทอดอิเล็กตรอนดำเนินต่อไปไม่ได้ และยังทำให้เซลล์ขาด ATP เซลล์จึงมีกระบวนการผันกลับให้ NADH กลายเป็น  NAD+   เพื่อให้กระบวนการไกลโคลิซีสไม่หยุดชะงัก  และสามารถสร้าง  ATP  ต่อไปได้  กระบวนการนี้  เรียกว่า  กระบวนการหมัก (Fermentation)  กระบวนการหมักแอลกอฮอล์ (Alcoholic  fermentation) โดยเริ่มจากไกลโคลิซีส  เช่นเดียว กับการสลายกลูโคสโดยใช้ออกซิเจน  และได้กรดไพรูวิก  2  โมเลกุล พร้อมปล่อย ATP   2 โมเลกุล และ 4 ไฮโดรเจน  อะตอม เช่นกัน  แต่ NADH  + H+ จะถ่ายทอดอะตอมของไฮโดรเจนไปยัง acetaldehyde  ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีคาร์บอน  2 อะตอม  ทำให้ไม่สามารถใช้พลังงานจากอิเล็กตรอนที่มีอยู่ในอะตอมของไฮโดรเจนมาสร้าง ATP ได้อีก  ดังนั้นการสลายกลูโคส  1  โมเลกุลจึงได้ ATP เพียง  2  โมเลกุล เอทิลแอลกอฮอล์เป็นสารพิษเป็นอันตรายต่อเซลล์  ถ้ามีเอทิลแอลกอฮอล์มากๆ ยีสต์อาจทนไม่ได้และตายในที่สุด 2.  การหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนของเซลล์กล้ามเนื้อ   พยาธิตัวตืด  และแบคทีเรียบางชนิด  กรดไพรูวิกจะทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจนได้เป็นกรดแลกติก ใน 1 นาที 

 ชีววิทยา ม.4  การสลายโมเลกุลของสารอาหารแบบใช้ออกซิเจน  

  การสลายโมเลกุลของสารอาหารแบบใช้ออกซิเจน      การหายใจ(Respiration) คือกระบวนการสลายสารอาหาร เช่น  คาร์โบไฮเดรต  ไขมันและโปรตีน  โดยอาศัยการควบคุมของเอนไซม์ภายในเซลล์ การหายใจแบบใช้ออกซิเจน  เป็นกระบวนการสร้าง ATP จากโมเลกุลของกลูโคสได้มากที่สุดถึง  36 -38  โมเลกุล  หรือมากกว่าต่อกลูโคส  1  โมเลกุล การหายใจแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic  respiration) เป็นการสลายสารอาหารโดยใช้ออกซิเจนเข้าร่วมปฏิกิริยา  ประกอบด้วย  4  ขั้นตอน  คือ ไกลโคลิซีส (Glycolysis) การสร้างอะซิติลโคเอนไซม์ เอ  หรือการออกซิเดชัน  กรดไพรูวิก                                                                        (Pyruvate oxidation หรือ  pyruvate  dehydrogenase  complex  pathway) วัฏจักรเครบส์ (Krebs  cycle) การถ่ายทอดอิเล็กตรอน (Electron  transport  system)

ชีววิทยา ม.4 การย่อยอาหารของคน

การย่อยอาหารของคน การย่อยอาหาร (Digestion)  คือ  กระบวนการแปรสภาพสารอาหารโมเลกุลใหญ่ให้มีขนาดเล็กลง  เพื่อการดูดซึมเข้าสู่เซลล์ คนมีระบบทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์ ลักษณะเป็นท่อ มีอวัยวะทำหน้าที่พิเศษหลายอย่างอยู่ระหว่างช่องเปิดทั้ง 2ช่อง มีเนื้อเยื่อบุผิวปกคลุมด้วยเมือกบุพื้นผิวด้านใน อาหารที่กินเข้าไปเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียว คือจากปากผ่านคอหอย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่และไปสิ้นสุดที่ทวารหนัก นอกจากนี้ยังมีต่อมน้ำลาย ถุงน้ำดี  ตับ  ตับอ่อน เป็นอวัยวะพิเศษทำหน้าที่หลั่งเอนไซม์และสารอื่นเข้าสู่บริเวณเฉพาะแห่งของทางเดินอาหาร การย่อยอาหารมี 2 วิธี  คือ   การบดให้ละเอียด (Mechanical  digestion)  โดยใช้ฟันบดเคี้ยวหรือการเคลื่อนที่ของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร  กระเพาะอาหารและลำไส้เป็นจังหวะเรียกว่าเพอริสทัลซีส (Peristalsis) เป็นการย่อยที่ต้องใช้เอนไซม์จากต่อมต่าง ๆ ทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร  เป็นชนิดที่ทำปฏิกิริยาร่วมกับน้ำ  จึงเรียกเอนไซม์พวกนี้ว่าไฮโดรเลส (Hydrolase) เอนไซม์ (Enzyme)  คือสารอินทรีย์พวกโปรตีน ซึ่งสิ่งมีชีวิตสร้างขึ้น  เพื่อทำหน้าที่กระตุ้นปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นภายในสิ่งมีชีวิต  แบ่งออกเป็น  3 ชนิดดังนี้ 1.  Carbohydase  เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต  2.  Protease เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกโปรตีน 3.  Lipase  เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกไขมัน   อวัยวะในระบบย่อยอาหารของคน   อาหารที่คนเรานำเข้าสู่ร่างกายจะผ่านไปตามทางเดินอาหารซึ่งยาวประมาณ  9 เมตร ทางเดินอาหารนี้ถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนจะมีโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างกันดังนี้ อวัยวะที่เป็นทางเดินอาหาร  ได้แก่                 1.1  ปากและโพรงปาก (Mouth and mouth cavity )  ประกอบด้วยขากรรไกร (Jaw) บนและขากรรไกรล่าง  เพดานแข็ง  เพดานอ่อน  ฟัน ลิ้น และต่อมน้ำลาย ปาก (Mouth)  เป็นอวัยวะส่วนแรกของระบบทางเดินอาหาร  มีหน้าที่เป็นทางเข้าของอาหาร  เมื่ออาหารเข้าสู่ปาก  จะถูกบดด้วยฟัน  มีลิ้นช่วยคลุกเคล้าอาหารให้เข้าน้ำลาย               ฟัน (Teeth) มีหน้าที่ในการตัด ฉีก และบดอาหาร  ซึ่งฟันแท้แบ่งออกเป็น 4 ชนิดตามลักษณะรูปร่างและหน้าที่  คือ  ฟันตัด(Incisor)  ฟันฉีก(Canine)  ฟันกรามหน้า(Premolar)   ฟันกรามหลัง(Molar)

ชีววิทยา ม.4 การย่อยอาหารของสัตว์

การย่อยอาหารของสัตว์ ฟองน้ำ คอลลาเซลล์  (collar  cell)  หรือโคแอนโนไซต์  (choanocyte)  เป็นเซลล์ขนาดเล็กคล้าย ปลอกคอ  มีแฟลกเจลลัม  (flagellum)    1  เส้น  ยื่นออกมาจากคอลลาเซลล์  อาหารจำพวกแบคทีเรียและอินทรีย์สารขนาดเล็กที่ปะปนอยู่ในน้ำจะถูกแฟลกเจลลัมโบกพัดอาหารที่มา กับน้ำเข้าไปในปลอกคอแล้วน้ำเข้าสู่เซลล์ด้วยวิธีฟาโกไซโทซีสสร้างเป็น  food  vacuole แล้วอาหารจะถูกย่อย อะมีโบไซต์  (amoebocyte)  เป็นเซลล์ขนาดใหญ่กว่าคอลลาเซลล์  พบทั่วไปบริเวณผนังลำตัวของฟองน้ำสามารถจับอาหารด้วยวิธีฟาโกไซโทซีสสร้างเป็นฟูดแวคิวโอลแล้วย่อย ภายในเซลล์ส่งอาหารที่ย่อยแล้วไปยังเซลล์อื่นๆ   ฟองน้ำ เป็นสัตว์หลายเซลล์  ไม่มีเนื้อเยื่อแท้จริงลำตัวมีรูพรุนโดยรอบมีเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร  2  ชนิด   คือ  ผนังลำตัวด้านใน  มีเซลล์ที่มีแฟลกเจลลัมเรียงรายอยู่เซลล์นี้เรียกว่า  เซลล์     ปลอกคอ  (collar  cell) และยังมีเซลล์คล้ายอะมีบาเรียกว่าเซลล์อะมีโบไซต์  (amoebocyte)  พบทั่วไปบริเวณผนังลำตัวของฟองน้ำ   การย่อยอาหารของสัตว์ที่มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ สัตว์ที่มีทางเดินอาหารแบบไม่สมบูรณ์  (incomplete  digestive  tract)  จะมีปากและทวารหนักร่วมกัน  คือ  ทางเข้าของอาหารและทางออกของเสียจะเป็นทางเดียวกัน  เช่น  ไฮดรา  พลานาเรีย             ไฮดรา 

ชีววิทยา ม.4 อาหารและการย่อยอาหาร

การย่อยอาหาร  (digestion)  หมายถึง  กระบวนการที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงสภาพของสารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่  เช่น  โปรตีน  คาร์โบไฮเดรต  ลิพิดที่ร่างกายรับเข้าไปให้อยู่ในรูปของสารอาหารที่มีขนาดเล็ก  โดยทำการย่อยด้วยน้ำย่อยอาหาร  (digestion  engyme)  ซึ่งมีทั้งกลไกการย่อยภายในเซลล์และย่อยนอกเซลล์  โมเลกุลของสารที่ย่อยออกมาแล้วจะถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือด  เพื่อนำไปส่งให้เซลล์ร่างกายใช้ประโยชน์  บางส่วนที่ร่างกายย่อยไม่ได้ก็จะถูกรวบรวมเป็นกากอาหารหรืออุจจาระแล้วขับออกนอกร่างกายทางทวารหนักต่อไป การย่อยอาหารของจุลินทรีย์ จุลินทรีย์มีมากในแบคทีเรีย  เห็ด รา   ดำรงชีวิตเป็นผู้ย่อยอินทรีย์สารในระบบนิเวศ  จะมีการสลายสารอนินทรีย์ต่างๆ  ที่เป็นอาหาร  โดยปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยสารอาหารภายนอกเซลล์ให้เป็นโมเลกุลขนาดเล็กแล้วดูดซึมเข้าสู่เซลล์  เช่น  ขนมปังที่มีราขึ้น  ถ้าปล่อยทิ้งไว้ระยะหนึ่งแป้งส่วนที่ราขึ้น         จะค่อยๆ  หายไป  ในขณะที่รามีปริมาณมากขึ้นจะทำการย่อยสลายแป้งไปใช้ในการเจริญเติบโต   การย่อยอาหารของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวไม่มีอวัยวะที่ทำหน้าที่สำหรับย่อยอาหาร  ที่มีโมเลกุลเล็กๆ  เข้าออกจากเซลล์สู่สิ่งแวดล้อมรอบๆ  เซลล์ ด้วยการแพร่ ส่วนอาหารที่มีขนาดใหญ่ไม่สามารถแพร่   ผ่านเข้าสู่เซลล์ได้  ซึ่งจะมีวิธีการนำอาหารเข้าสู่เซลล์แตกต่างกัน  ตัวอย่างเช่น อะมีบา  (amoeba)     นำอาหารเข้าสู่เซลล์ด้วยวิธีฟาโกไซโทซีส  โดยใช้เท้าเทียม  (pseudopdium)  ยื่นล้อมรอบอาหารและวิธีพิโนไซโทซีสด้วยการเว้าของเยื่อหุ้มเซลล์ให้อาหารหลุดเข้าไปเกิดเป็นถุงอาหาร (food vacuole)แล้วทำการย่อยด้วยเอนไซม์ พารามีเซียม (paramecium)  ใช้ซีเลียที่อยู่บริเวณช่องปากโบกพัดอาหารเข้าสู่เซลล์อาหารที่ถูกนำเข้าไปในเซลล์จะอยู่ในถุงอาหาร  (food  vacuole)  ซึ่งจะไปรวมกับเอนไซม์ไลโซโซมจะย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กและมีการลำเลียงสารอาหารที่ย่อยได้ไปทั่วเซลล์  ส่วนกากอาหารถูกกำจัดออกนอกเซลล์  โดยฟูดแวคิวโอลจะเคลื่อนเข้าไปใกล้ๆ  เซลล์ 

ชีววิทยา ม.4 เนื้อเยื่อ อวัยวะและระบบของร่างกาย

เนื้อเยื่อ อวัยวะและระบบของร่างกาย สัตว์และพืชเมื่อแบ่งเซลล์แล้ว เซลล์ที่ได้ใหม่จะมีการรวมกลุ่มกันเป็นเนื้อเยื่อ (tissue) ชนิดต่างๆเนื้อเยื่อชนิดต่าง จะรวมกันเป็นอวัยวะ (organ) และอวัยวะก็รวมกันเป็นระบบ (system) ระบบแต่ละระบบก็ทำหน้าที่เฉพาะลงไป เช่นระบบย่อยอาหาร (digestive system) ระบบเหล่านี้จะรวมกันและประกอบขึ้นเป็นรูปร่างหรือร่างกายของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด (body) 1.เนื้อเยื่อของสัตว์ (animal tissue) จำแนกออกเป็น 1.1 เนื้อเยื่อบุผิว (epithelial tissue) เป็นเนื้อเยื่อที่บุผิวนอกร่างกาย หรือเป็นผิวของอวัยวะ หรือบุช่องว่างภายในร่างกาย โดยเนื้อเยื่อบุผิวจะเรียวตัวอยู่บนเยื่อรองรับฐาน (basement membrane) และผนังด้านบนของเยื่อบุผิว ไม่ติดต่อกับเนื้อเยื่ออื่นๆ ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง ได้รับสารอาหาร แก๊สต่างๆ จากการแพร่ เยื่อบุผิวเมื่อจำแนกตามรูปร่างและการจัดระเบียบของเซลล์ ได้ดังนี้ 1) เยื่อบุผิวเรียงตัวชั้นเดียว (simple epithelium) ประกอบด้วยเซลล์รูปร่าง 3 แบบคือ เซลล์รูปร่างแบนบาง (simple squamous epithelium) เช่น เยื่อบุข้างแก้ม หรือเซลล์รูปเหลี่ยมลูกบาศก์ (dimple vunoifsl rpiyhrlium) เช่น พบที่ท่อของหลอดไต ทำน้ำดี และเซลล์ทรงสูง (simple columnar epithelium) เช่น พบที่ผนังลำไส้เล็ก ทำนำไข่ 2) เยื่อบุผิวเรียงตัวหลายชั้น (stratified epithelium) เป็นเนื้อเยื่อบุผิวที่ประกอบด้วยเซลล์เรียงตัวหลายชั้น ได้แก่ Stratified

ชีววิทยา ม.4 การเปลี่ยนสภาพของเซลล์และการชราภาพของเซลล์

การเปลี่ยนสภาพของเซลล์และการชราภาพของเซลล์ เมื่อมีการผสมพันธุ์ (Fertilization)  คือ การรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมียได้เป็นไซโกต (Zygote)  ซึ่งมีจํานวนโครโมโซม Diploid (2n) แล้วไซโตจะเข้าสู่กระบวนการเจริญเติบโต คือ การเพิ่มจํานวนเซลล์ การเติบโต การเปลี่ยนแปลงเซลล์ไปทําหน้าที่เฉพาะ และการพัฒนารูปร่าง ซึ่งประกอบด้วยระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ได้แก่ ระบบห่อหุ้มร่างกาย (Body   Covering  System)   ระบบโครงกระดูก (Skeletal System)   ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular   System)   ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine   Glands System)  ระบบขับถ่าย (Excretory  System)  ระบบหายใจ (Respiratory  System)  ระบบประสาท (Nervous  System)  ระบบหมุนเวียนโลหิต (Circulatory System)  ระบบย่อยอาหาร (Digestive System) และระบบสืบพันธุ์ (Reproductive System) วัฏจักรของชีวิต (Life  Cycle) เริ่มตั้งแต่ การเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงในทางเสื่อม และสิ้นสุดด้วยการตาย ดังนั้น ช่วงของการมีชีวิต หรืออายุขัยของสิ่งมีชีวิตจึงมีขีดจํากัด ทั้งนี้ เนื่องมาจากการชราของเซลล์ จึงทําให้ร่างกายเสื่อมสภาพในการทํางานและตายในที่สุด การชราภาพของเซลล์เกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ 1. เซลล์มีการสะสมของเสีย เมื่อเซลล์มีอายุมากขึ้น จะมีการสะสมของเสียเพิ่มขึ้น ทําให้มีผลกระทบต่อความอยู่รอดของเซลล์ 2. ยีนที่มีบทบาทกําหนดการตายตามอายุขัย พบว่า ในเซลล์อายุมาก เมื่อมีการแบ่งเซลล์ทุกครั้ง ส่วนปลายของโครโมโซมจะสั้นลง

ชีววิทยา ม.4 การแบ่งเซลล์

การแบ่งเซลล์ (Cell Division) การแบ่งเซลล์ในสัตว์ประกอบด้วยขั้นตอนพื้นฐาน 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การแบ่งนิวเคลียสของเซลล์ (Karyokinesis) ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ – การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (Mitosis) เป็นการแบ่งซึ่งทำให้นิวเคลียสที่ได้ทั้งหมดมีคุณภาพและปริมาณเหมือนกัน โครโมโซมหรือหน่วยพันธุกรรมภายในก็เท่าเดิมและเหมือนกันทุกประการ ส่วนเซลล์ที่ได้ในตอนท้ายของการแบ่งคือ 2 เซลล์ ซึ่งการแบ่งแบบนี้เป็นการแบ่งแบบพื้นฐานที่สุดในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด การเติบโตของร่างกายเราก็เป็นการแบ่งในรูปแบบนี้ – การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส (Meiosis) เป็นการแบ่งเซลล์ที่มีความซับซ้อนและมีขั้นตอนมากกว่าการแบ่งแบบไมโทซิส สิ่งที่ได้คือนิวเคลียสที่มีหน่วยพันธุกรรมลดลงครึ่งหนึ่ง แต่เซลล์ที่ได้ในตอนท้ายของการแบ่งคือ 4 เซลล์ โดยการแบ่งแบบนี้ใช้ในการแบ่งเพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์อย่างไข่ในเพศหญิง และอสุจิในเพศชาย 2) การแบ่งไซโทพลาซึม (Cytokinesis) โดยการแบ่งเซลล์เกิดขึ้นตลอดเวลา และแม้ว่าเราจะมีกล้องจุลทรรศน์คุณภาพสูงซึ่งสามารถมองเห็นเซลล์และนิวเคลียสของมันได้ชัดเจน แต่เราก็ไม่อาจเห็นการทำงานหรือวัฏจักรของเซลล์ได้แน่ชัด   วัฏจักรของเซลล์ (Cell Cycle) คือ ช่วงเวลาที่เซลล์มีการเตรียมความพร้อมก่อนการแบ่งเซลล์ไปจนถึงการแบ่งเซลล์เสร็จสิ้น ประกอบด้วยระยะอินเทอร์เฟส (Interphase) และระยะที่มีการแบ่งแบบไมโทซิสหรือ M phrase ซึ่งเซลล์ที่ได้จะเจริญเติบโตต่อไปและสามารถแบ่งเซลล์ต่อไปเรื่อย ๆ ได้อีก เช่น เซลล์ร่างกาย ดังนั้น

ชีววิทยา ม.4 การสื่อสารระหว่างเซลล์

การสื่อสารระหว่างเซลล์ เซลล์มีการสื่อสารกันได้โดย การหลั่งโมเลกุลสัญญาณ (signaling molecule) ในรูปสารเคมีจากเซลล์ส่งสัญญาณ (signaling cell) ไปยังเซลล์เป้าหมาย (target cell) ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เป้าหมายเพื่อตอบสนอง ต่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมและช่วยให้สามารถดำรงชีวิตรอด การสื่อสารระดับเซลล์พบได้ทั้งในโพรคา รีโอต ยูคารีโอตเซลล์เดีย และยูคารีโอทหลายเซลล์   องค์ประกอบของการสื่อสารระดับเซลล์ 1. โมเลกุลสัญญาณ (signal molecule) 2. โมเลกุลตัวรับสัญญาณ (receptor molecule) 3. กระบวนการส่งต่อสัญญาณ (signal transduction pathway) ภายในเซลล์เป้าหมาย 4. การตอบสนองของเซลล์เป้าหมาย (response of target cell) ต่อสัญญาณที่ได้รับ